บทความนี้เป็นบทความที่คัดลอกมา
ที่มา: โพสต์ทูเดย์ | เผยแพร่เมื่อ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๐
โดย: เอกชัย จั่นทอง
เปิดกรุความลับ ๓๔ ปี “ครูหยุย” นักสะสมของที่ระลึกในหลวง ร.๙
ในห้องชั้น ๒ ตึกมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ย่านถนนแจ้งวัฒนะ มีเรื่องราวสำคัญถูกซุกซ่อน และปิดไว้เป็นความลับมานานกว่า ๓๔ ปีแล้ว ซึ่งความลับนี้คือ เหรียญที่ระลึก เข็มกลัด ล็อกเก็ต แสตมป์ ภาพถ่าย หนังสือหายาก กระปุกออมสิน ฯลฯ ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกสิ่งถูกจัดวางเก็บไว้ในตู้ไม้อย่างสวยงาม
วัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือครูหยุย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คือผู้เก็บสะสมสิ่งของเหล่านี้ทั้งหมด ที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ จุดเริ่มต้นการสะสมเก็บเรื่องราวเกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ ๙ นั้น ครั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ สมัยครูหยุยทำงานเกี่ยวกับครูข้างถนน ตะลอนไปดูแลเด็กตามสถานที่ต่างๆ มากมาย เช่น สนามหลวง สถานีรถไฟหัวลำโพง สถานีขนส่งหมอชิต และสถานที่เหล่านี้เองคนมักนิยมนำมาตั้งแผงขายของจำนวนมาก
“ตอนนั้นก็เดินไปเรื่อย ดันเหลือบตาไปเห็นล็อกเก็ตรูปในหลวงวางขายอยู่ที่พื้น ในใจคิดว่ามันไม่เหมาะสมเท่าไร เลยซื้อมา ราคาประมาณ ๕-๑๐ บาท ในสมัยนั้นมันถูก กระทั่งต่อมาเมื่อเจออะไรที่เกี่ยวข้องกับในหลวง รัชกาลที่ ๙ จะซื้อเก็บไว้ทุกครั้ง หรือหากไปทำงานต่างจังหวัด ก็จะไปเดินตามตลาดหาซื้อมาตลอด”

วัลลภเล่าต่อไปว่า จานชาม เข็มกลัดที่มีตราสัญลักษณ์ ภปร. นาฬิกา กระปุกออมสิน แสตมป์ พระราชนิพนธ์ ฯลฯ ทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ ๙ จะซื้อมาเก็บสะสมไว้หมด สะสมแบบนี้มานาน ๓๔ ปีแล้ว ไม่เคยเปิดให้ใครดูมาก่อน จะมีก็เพียงเด็กๆ ในมูลนิธิฯ เท่านั้น
พอซื้อมาสะสมเรื่อยๆ ของก็เริ่มเยอะขึ้น ทำให้ต้องจัดแจงหาตู้ชั้นมาวางให้เป็นระเบียบ ใช้ระยะเวลาอยู่ ๒ เดือน กว่าจะเข้าที่เข้าทางสมบูรณ์ ของสะสมทุกชิ้นถือเป็นความภาคภูมิใจทั้งหมด แต่ของสะสมที่เห็นจะมากที่สุด น่าจะเป็นเหรียญเข็มที่ระลึกของในหลวง รัชกาลที่ ๙ มีกว่าพันชิ้น ทว่ามันก็ภูมิใจที่ได้เก็บเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ท่านได้มากพอสมควรและเป็นระเบียบเรียบร้อย

ส่วนเรื่องของสะสมที่เกี่ยวกับพระองค์ท่านนั้น ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว เพราะว่าเวลาว่างเมื่อใดมักจะไปเดินตามตลาดนัดจตุจักร ห้างพันธุ์ทิพย์ หรือถนนทั่วไป ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าจะรู้เลยว่า หากครูหยุยมาเดินตลาดต้องมาหาซื้อของเกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ ๙ พวกพ่อค้าแม่ค้าก็จะบอก “บอกวันนี้มีของแบบนี้บ้างอ่ะครู วันนี้ที่ร้านมีอันนี้มา”
“ช่วงนี้ผมก็ตามเก็บหนังสือพิมพ์ที่มีรูปในหลวง รัชกาลที่ ๙ ตลอดทุกฉบับ ครูตามเก็บไว้หมด บางทีก็ขอแม่บ้านที่รัฐสภาไว้ เพราะมันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์”

วัลลภย้ำว่า ความจริงของสะสมที่อยู่มันเป็นมุมเล็กๆ มุมหนึ่ง ที่อาจเป็นตัวแทนให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ นอกเหนือไปจากของสะสม แต่ยังมีหนังสือมากมายที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพระองค์ท่านเต็มไปหมด ในหนังสือจะมีมากกว่าคำสอน มันคงจะเป็นมุมเล็กๆ ที่ได้เผยแพร่เรื่องราวดีๆ ที่คนไทยจะจดจำไว้อย่างไม่รู้ลืม และของสะสมทั้งหมดได้มอบให้กับมูลนิธิสร้างสรรค์เด็กไว้หมดแล้ว เผื่อว่าสักวันจะพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ได้
สิ่งของที่สะสมเกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ ๙ ส่วนหนึ่งเป็นเพียงเรื่องสัญลักษณ์ แต่เนื้อหาของพระองค์ท่านคือแนวปฏิบัติที่ไม่ใช่เพียงคำสอน สิ่งที่พระองค์ท่านพูด ท่านลงมือทำทุกอย่าง พระองค์จะคิดจากปัญหาขึ้นไปหาทางออก เช่น การทำฝนหลวง การป้องกันดินกัดเซาะ การทำพืชไร่ผสมผสาน ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการเลี้ยงสัตว์พื้นบ้าน อย่างไก่บ้าน ที่สามารถฟักเลี้ยงเกิดเป็นลูกเจี๊ยบขยายพันธุ์ต่อไปได้ แตกต่างกับไข่ไก่ตามฟาร์มที่ไม่สามารถเพาะได้ หรือแม้แต่การนำพืชผักสวนครัวมาปลูก จากธรรมชาติยังสามารถนำเมล็ดมาเพาะขยายพันธุ์ได้อีก แต่ถ้าซื้อเมล็ดพันธุ์แบบซองหรือห่อ เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นเป็นหมัน ไม่สามารถสืบทอดขยายพันธุ์เพาะปลูกได้เลย ทั้งหมดมันแฝงอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียง
“ยกตัวอย่างในแสตมป์ มีรูปภาพเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องฝนหลวง แต่ลึกๆ แล้วมันคือเรื่องการปฏิบัติ ส่วนตัวได้นำแนวปฏิบัติของพระองค์ท่านไปสอนให้เด็กที่มูลนิธิฯ ย่านคลอง ๓ ให้เด็กได้เรียนรู้การเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ห่าน กบ ปลูกผัก ไส้เดือน ลดค่าใช้จ่าย ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หากสิ่งไหนเด็กไม่กล้ากิน ก็นำไปขายแลกเป็นเงินไปซื้ออย่างอื่นมาทดแทนได้ และเมื่อมีเหลือก็แลกเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงไป เป็นไปตามทฤษฎีของพระองค์ท่าน”

วัลลภย้ำว่า สิ่งที่หวังอยากให้เกิดมากกว่าเรื่องการสะสม คือ เรื่องของคำสอนของพระองค์ท่าน จะทำอย่างไรให้ยั่งยืน ในตอนนี้เรื่องฝนหลวง เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มีความยั่งยืนหมดแล้ว ทั่วโลกนำไปใช้ เหลือเพียงเรื่องของ “ความเพียร” ซึ่งพระองค์ท่านได้สื่อสารผ่านหนังสือจำนวนมาก
แต่ปัญหาคือ จะทำอย่างไรให้เด็กไทยมี “ความเพียร” จากที่คลุกคลีเรื่องเด็กมาตลอด ทุกวันนี้เด็กไทย “ตีนไม่ติดดิน” ไม่สู้ชีวิต ไม่ขยัน หากเมื่อใดที่นำความเพียรไปใช้และยั่งยืน จะสามารถทำให้บรรลุตามสิ่งที่พระองค์ท่านวาดหวังไว้อยากให้เกิดขึ้นจริง

แม้ว่าของสะสมที่ครูหยุยได้เก็บมานานกว่า ๓๔ ปี นี้หากนำมาประเมินเป็นเงินตรา คงไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินทองได้ เพราะทั้งหมดเก็บสะสมมาด้วยความตั้งใจและภูมิใจ ซึ่งทุกวันนี้ครูหยุยยังคงเดินหน้าเก็บสะสมของทุกอย่างที่มีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร เหมือนเช่นเดิม
